![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
วันที่ 23 กลับบ้านเตรียมตัวออกเดินทางสู่เชียงใหม่
ตั๋วรถไฟที่พอจะหาได้ในช่วงนั้น คือ รถเร็ว ชั้น 3
ตื่นเต้นพอสมควร เพราะไม่ได้นั่งรถชั้น 3 มานานแล้ว

เริ่มนั่งรถไฟชั้น 3 ตั้งแต่เด็กๆ เท่าที่จำความได้
ก็ตอนอายุ 5 ขวบ ประสบการณ์ครั้งแรกไม่ค่อยจะ
ประทับใจนัก ไม่น่าจดจำเอาซะเลย แต่มันก็ดัน
จำได้อย่างแม่นยำ
นั่นก็คือ การมาตัวฉันมาส่งให้อยู่กับตา
มาเรียนหนังสือที่นี้ เรียกได้ว่านำมาปล่อยก็ได้
ตอนนั้น ครอบครัวเรายังไม่พอกิน และการใช้
ชีวิตของพ่อ แม่ และ ลูกอีก 1 ในกรุงเทพฯ
มันนักหนามาก แม่จึงตัดสินใจเอาตัวฉันมาปล่อย
แต่ก็ยังส่งเงินมาทุกเดือน ตอนนั้น ตอนที่
พ่อและแม่นำเรามาไว้ที่บ้านตา จำได้ว่าท่านทั้ง2อยู่กับฉัน
จนฉันงีบหลับไปด้วยความเหนื่อยของการเดินทาง
![]()
แต่พอตื่นขึ้นมาก็พบกับความว่างเปล่า
มองทางซ้ายก็ไม่เห็นพ่อ มองทางขวาก็ไม่เจอแม่
ได้แต่ร้องไห้แล้ว ร้องไห้อีก

รถไฟชั้น 3 จึงถือว่าเป็นพาหนะประจำครอบครัวเรา
ไปโดยปริยาย เพราะความหวังของเด็กน้อยคนนี้
จะเฝ้านับวันรอช่วงเวลาปิดเทอมเสมอๆ
เมื่อปิดเทอมเราจะได้ไปรับพ่อหรือแม่คนใดคนนึง
ที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ พร้อยรอยิ้มบนใบหน้า
ที่แสดงถึงความดีใจ เมื่อมีคนใดคนนึงมารับลูก
ไปเที่ยว ไปอยู่ กรุงเทพตลอดทั้งปิดเทอม

แต่
ความทรงจำในอีกด้าน เมื่อโรงเรียนใกล้จะเปิดเทอม
พ่อและแม่ก็จะมาส่งที่เชียงใหม่ และก็ถึงวันที่ท่าน
จะต้องกลับไปทำงานที่กรุงเทพต่อส่วนฉัน
ก็ต้องร่ำเรียนหนังสือที่นี้ต่อไป วันไปส่งพ่อและแม่กลับ
ฉันก็จะทำตัวติดพ่อ แม่ ตลอดจนกว่าจะได้ยินเสียงกระดิ่งรถไฟ
นั่นเป็นสัญญานเตือนว่าได้เวลา พวกเราต้องแยกจากกันอีกแล้ว
![]()
ฉันก็ต้องจำจรจำจาก เดินลงจากรถไฟ มายืนข้างๆตัวรถ
โบกมือลาผร่อยๆ พร้อมสายน้ำไหลออกจากลูกกะตา
" บายๆ บายๆ มารับหนูอีกนะค่ะ "
นั่นเป็นประสบการณ์บางส่วนกับรถไฟชั้น 3
นั่งตั่งแต่ราคาไม่กี่สิบจนวันนี้ ร้อยกว่าบาทแล้ว
นับตั้งแต่สภาพครอบครัวเราดีขึ้นและพ่อเสียไป
จำได้ว่านั่งชั้น 3 ตั้งแต่ 5 ขวบยันอายุ 15 ปี
ตั้งแต่นั้นมาก็เปลี่ยนมานั่งรถด่วนนครพิงค์
หรือ รถสปิ้นเตอร์แทน
ตั้งแต่เริ่มหาเงินเองได้ ก็สัญญากับตัวเองว่า
จะไม่ให้ท่านทนลำบากนั่ง ชั้น 3 อีก
เพราะแม่ไม่ชอบนั่งรถทัวร์
และสนามบินใกล้จากบ้านมาก
สะดวกสบายขึ้นมาก
มีอาหาร ของว่าง ผ้าห่ม เหมือนนั่งเครื่องบิน
แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ การเสียเวลาของรถไฟ
สายเสมอ เลทตลอดเลย รถไฟไทยเนี้ย
เหมือนนิสัยคู่คนไทยส่วนมาก น่าเบื่อจริงๆเลย

การนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ครั้งนี้ ตั๋วรถเต็มหมด
แม่และฉันจึงมีโอกาสหวนรำลึกถึงความลำบาก
กันอีกครั้ง บรรยายกาศในรถเหมือนเดิมเลย
คลาสสิค ใกล้ชิดธรรมชาติ ควัน ฝุ่น ลม และ
การขายของแบบเดินขายในรถ เราจะชินกับการขาย
"ไก่ย่างไหมครับไก่ย่าง ร้อนๆ ไหมครับไก่ย่าง"
แต่ครั้งนี้ไม่ยักกะเห็นเห็นแต่ เครื่องดื่ม อาหารอย่างอื่น


ควักหนังสือ "เด็กชายเทาซ้าย นายเท้าขวา" มานั่งอ่าน
แก้เหงา เพราะดันลืมเอาเครื่งเล่น MP 3 มาซะงั้น
ในหนังสือที่อ่านก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับการนั่งรถไฟ
ของผูเขียน (ทรงกลด บางยี่ขัน) หลายตอนพอสมควร
เลยเข้ากับบรรยากาศนะตอนนั้นเชียวแหละ
หนังสือพกไปมา ตลอดการเดินทาง มุมขอบสันของ
หนังสือ เลยทู่ๆ ลงไปเลย บ่งบอกถึงการเปิดอ่านบ่อยครั้ง
( หึหึ ผลพลอยที่ได้จากเพื่อนสาว แก้เหงาได้ดีเชียว )



เริ่มเดินทางก็หาซื้อน้ำท่า-ขนม-อาหารขึ้นไปกินกัน
เหลือบไปเจอหนังสือหายาก ตามหามานานหลายอาทิตย์แล้ว
"ณัฐนลิน NATNALIN" หนังสือภาพถ่าย หาตามห้างหลายห้าง
ร้านหนังสือหลายร้าน ไม่เจอเลย มาเจอร้านเก่าเล็กๆที่ดอนเมือง
นี่เอง พอเปิดอ่านพบว่าเจ้าของหนังสือเป็นคนดอนเมืองจึง
พอจะเดาได้ว่า น่าจะเกี่ยวกันบ้าง

เวลารถออกคือ 15.10 แต่ดัน สายเสมอ อ้างแบบเดิมๆ
รถเสียเวลา กว่าจะมาเทียบชานชาลาก็ปาไป 15.50
บนรถไฟก็ได้ที่นั่งกลางๆ แต่ที่โชคไม่ดีคือ ดันนั่งใกล้
พวกขี้เมาชาวใต้ ที่จะไปเที่ยวตากอากาศหนาวบนดอย
หนวกหู รำคาญ แต่ก็ได้แต่ทน ดีอย่างนึงที่พวกเขาไม่
สูบุหรี่ตรงที่นั่ง ยังพอมีมารยาทนิดๆ ไม่งั้นคงทนไม่ไหว แหงๆ
นั่งตากลม ชมบรรยากาศ ชมธรรมชาติ จนถึงเชียงใหม่
เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่านหนังสือและการนอน

ถึงเชียงใหม่ล่าช้าตามแบบฉบับรถไฟไทย
เวลาเดิม 05.30 แต่ถึงจิงๆก็ 06.20 เกือบชั่วโมงเลย
สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ เชียงใหม่เย็นจัง อากาศหนาว
แบบไม่เหมือนที่กรุงเทพเลย
วันนี้ไดฯยาวไปหน่อยนะจ๊ะ รักการอ่านกันหน่อยนะ
พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องราวของวันที่ 2 ของการเดินทาง
หรือวันแรกของการพำนักในเชียงใหม่
นานแล้วนะที่ไม่ได้กลับบ้านเนี้ย
TO
ขอบใจล่วงหน้าเลยนะ

วิชาเรียน เนื้อหา และข่าวกันก็....ยากแสน
มา กวนน้ำให้ขุ่นอีก เรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจ
อาจารย์ที่มาบรรยายก็ได้ให้มาสอนเทอมนี้
แล้วเธอยังกวนประชาชีให้ออกนอกลู่
+++++++