2005/Dec/26

วันที่ 23 กลับบ้านเตรียมตัวออกเดินทางสู่เชียงใหม่

ตั๋วรถไฟที่พอจะหาได้ในช่วงนั้น คือ รถเร็ว ชั้น 3

ตื่นเต้นพอสมควร เพราะไม่ได้นั่งรถชั้น 3 มานานแล้ว

เริ่มนั่งรถไฟชั้น 3 ตั้งแต่เด็กๆ เท่าที่จำความได้

ก็ตอนอายุ 5 ขวบ ประสบการณ์ครั้งแรกไม่ค่อยจะ

ประทับใจนัก ไม่น่าจดจำเอาซะเลย แต่มันก็ดัน

จำได้อย่างแม่นยำ

นั่นก็คือ การมาตัวฉันมาส่งให้อยู่กับตา

มาเรียนหนังสือที่นี้ เรียกได้ว่านำมาปล่อยก็ได้

ตอนนั้น ครอบครัวเรายังไม่พอกิน และการใช้

ชีวิตของพ่อ แม่ และ ลูกอีก 1 ในกรุงเทพฯ

มันนักหนามาก แม่จึงตัดสินใจเอาตัวฉันมาปล่อย

แต่ก็ยังส่งเงินมาทุกเดือน ตอนนั้น ตอนที่

พ่อและแม่นำเรามาไว้ที่บ้านตา จำได้ว่าท่านทั้ง2อยู่กับฉัน

จนฉันงีบหลับไปด้วยความเหนื่อยของการเดินทาง

แต่พอตื่นขึ้นมาก็พบกับความว่างเปล่า

มองทางซ้ายก็ไม่เห็นพ่อ มองทางขวาก็ไม่เจอแม่

ได้แต่ร้องไห้แล้ว ร้องไห้อีก

รถไฟชั้น 3 จึงถือว่าเป็นพาหนะประจำครอบครัวเรา

ไปโดยปริยาย เพราะความหวังของเด็กน้อยคนนี้

จะเฝ้านับวันรอช่วงเวลาปิดเทอมเสมอๆ

เมื่อปิดเทอมเราจะได้ไปรับพ่อหรือแม่คนใดคนนึง

ที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ พร้อยรอยิ้มบนใบหน้า

ที่แสดงถึงความดีใจ เมื่อมีคนใดคนนึงมารับลูก

ไปเที่ยว ไปอยู่ กรุงเทพตลอดทั้งปิดเทอม

แต่

ความทรงจำในอีกด้าน เมื่อโรงเรียนใกล้จะเปิดเทอม

พ่อและแม่ก็จะมาส่งที่เชียงใหม่ และก็ถึงวันที่ท่าน

จะต้องกลับไปทำงานที่กรุงเทพต่อส่วนฉัน

ก็ต้องร่ำเรียนหนังสือที่นี้ต่อไป วันไปส่งพ่อและแม่กลับ

ฉันก็จะทำตัวติดพ่อ แม่ ตลอดจนกว่าจะได้ยินเสียงกระดิ่งรถไฟ

นั่นเป็นสัญญานเตือนว่าได้เวลา พวกเราต้องแยกจากกันอีกแล้ว

ฉันก็ต้องจำจรจำจาก เดินลงจากรถไฟ มายืนข้างๆตัวรถ

โบกมือลาผร่อยๆ พร้อมสายน้ำไหลออกจากลูกกะตา

" บายๆ บายๆ มารับหนูอีกนะค่ะ "

นั่นเป็นประสบการณ์บางส่วนกับรถไฟชั้น 3

นั่งตั่งแต่ราคาไม่กี่สิบจนวันนี้ ร้อยกว่าบาทแล้ว

นับตั้งแต่สภาพครอบครัวเราดีขึ้นและพ่อเสียไป

จำได้ว่านั่งชั้น 3 ตั้งแต่ 5 ขวบยันอายุ 15 ปี

ตั้งแต่นั้นมาก็เปลี่ยนมานั่งรถด่วนนครพิงค์

หรือ รถสปิ้นเตอร์แทน

ตั้งแต่เริ่มหาเงินเองได้ ก็สัญญากับตัวเองว่า

จะไม่ให้ท่านทนลำบากนั่ง ชั้น 3 อีก

เพราะแม่ไม่ชอบนั่งรถทัวร์

และสนามบินใกล้จากบ้านมาก

สะดวกสบายขึ้นมาก

มีอาหาร ของว่าง ผ้าห่ม เหมือนนั่งเครื่องบิน

แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ การเสียเวลาของรถไฟ

สายเสมอ เลทตลอดเลย รถไฟไทยเนี้ย

เหมือนนิสัยคู่คนไทยส่วนมาก น่าเบื่อจริงๆเลย

การนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ครั้งนี้ ตั๋วรถเต็มหมด

แม่และฉันจึงมีโอกาสหวนรำลึกถึงความลำบาก

กันอีกครั้ง บรรยายกาศในรถเหมือนเดิมเลย

คลาสสิค ใกล้ชิดธรรมชาติ ควัน ฝุ่น ลม และ

การขายของแบบเดินขายในรถ เราจะชินกับการขาย

"ไก่ย่างไหมครับไก่ย่าง ร้อนๆ ไหมครับไก่ย่าง"

แต่ครั้งนี้ไม่ยักกะเห็นเห็นแต่ เครื่องดื่ม อาหารอย่างอื่น

ควักหนังสือ "เด็กชายเทาซ้าย นายเท้าขวา" มานั่งอ่าน

แก้เหงา เพราะดันลืมเอาเครื่งเล่น MP 3 มาซะงั้น

ในหนังสือที่อ่านก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับการนั่งรถไฟ

ของผูเขียน (ทรงกลด บางยี่ขัน) หลายตอนพอสมควร

เลยเข้ากับบรรยากาศนะตอนนั้นเชียวแหละ

หนังสือพกไปมา ตลอดการเดินทาง มุมขอบสันของ

หนังสือ เลยทู่ๆ ลงไปเลย บ่งบอกถึงการเปิดอ่านบ่อยครั้ง

( หึหึ ผลพลอยที่ได้จากเพื่อนสาว แก้เหงาได้ดีเชียว )

   

เริ่มเดินทางก็หาซื้อน้ำท่า-ขนม-อาหารขึ้นไปกินกัน

เหลือบไปเจอหนังสือหายาก ตามหามานานหลายอาทิตย์แล้ว

"ณัฐนลิน NATNALIN" หนังสือภาพถ่าย หาตามห้างหลายห้าง

ร้านหนังสือหลายร้าน ไม่เจอเลย มาเจอร้านเก่าเล็กๆที่ดอนเมือง

นี่เอง พอเปิดอ่านพบว่าเจ้าของหนังสือเป็นคนดอนเมืองจึง

พอจะเดาได้ว่า น่าจะเกี่ยวกันบ้าง

เวลารถออกคือ 15.10 แต่ดัน สายเสมอ อ้างแบบเดิมๆ

รถเสียเวลา กว่าจะมาเทียบชานชาลาก็ปาไป 15.50

บนรถไฟก็ได้ที่นั่งกลางๆ แต่ที่โชคไม่ดีคือ ดันนั่งใกล้

พวกขี้เมาชาวใต้ ที่จะไปเที่ยวตากอากาศหนาวบนดอย

หนวกหู รำคาญ แต่ก็ได้แต่ทน ดีอย่างนึงที่พวกเขาไม่

สูบุหรี่ตรงที่นั่ง ยังพอมีมารยาทนิดๆ ไม่งั้นคงทนไม่ไหว แหงๆ

นั่งตากลม ชมบรรยากาศ ชมธรรมชาติ จนถึงเชียงใหม่

เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่านหนังสือและการนอน

ถึงเชียงใหม่ล่าช้าตามแบบฉบับรถไฟไทย

เวลาเดิม 05.30 แต่ถึงจิงๆก็ 06.20 เกือบชั่วโมงเลย

สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ เชียงใหม่เย็นจัง อากาศหนาว

แบบไม่เหมือนที่กรุงเทพเลย

วันนี้ไดฯยาวไปหน่อยนะจ๊ะ รักการอ่านกันหน่อยนะ

พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องราวของวันที่ 2 ของการเดินทาง

หรือวันแรกของการพำนักในเชียงใหม่

นานแล้วนะที่ไม่ได้กลับบ้านเนี้ย

2005/Dec/22

TO

กะไว้แล้วว่าปีใหม่ปีนี้จะกลับบ้านที่เชียงใหม่

ไปสัมผัสลมหนาว ไปสวัสดียายและน้าๆ อาๆ

สักหน่อย พร้อมกับน้องสาวและผองเพื่อนของคุณเธอ

แต่แล้วก็กลับหมดหวังเพราะตั๋วรถไฟ

ในช่วงปลายปีนี้เต็มหมดแล้ว รถทัวร์แม่ก็ไม่ให้นั่งไป

ส่วนเครื่องบินก็แพงไป แถมยังต้องดหทมารถ4ล้อแดง

เข้าบ้านอีก เพราะสนามบินอยู่นอกตัวเมือง

แต่ถ้าเดินทางโดยรถไฟสะดวกมาก เพราะใกล้บ้าน

ต่อรถก็ไม่กี่สิบบาทก็ถึงบ้านแล้วนั่งนึกเสียดายอยู่หลายวัน

ที่ไม่ได้กลับบ้านทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่า จะไปนั่งCount down

กับยายที่คิดถึงซะหน่อย ผิงไฟไปด้วย

แต่แล้ว.......................

เรื่องไม่คาดคิดก็พลันเกิดขึ้น

เมื่อคืนน้าโทรมาบอกว่าคุณยายที่รู้จักเป็นญาติๆกัน

เค้าเสียแล้ว แม่จึงตั้งใจจะเดินทางไปเผาศพท่าน

ต้องเดินทางพรุ่งนี้วันนี้ไปซื้อตั๋วรถไฟ

ปรากฏว่าช่วงนี้ยังพอมีตั๋วรถแต่ที่นั่งธรรมดาชั้น 3

ส่วนช่วงปลายเดินยังเต็มเหมือนเดิม

แม่ตกลงซื้อตั๋วรถชั้น 3

เพื่อยังไง ยังไงก็ต้องเดินทางไปให้ถึงก่อนวันเสาร์

ทนนั่งชั้น 3 - 12 ชั่วโมง เลยตกลงว่าจะไปกลับแม่

เดินทางศุกร์เย็น ถึงเสาร์เช้า กลับอาทิตย์เย็น

รีบไป รีบกลับ ส่วนเจ้าน้องสาวไปทัศนศึกษากับ

ทางมหาวิทยาลัย ที่พัทยา กลับเย็นวันศุกร์แหนะ

การเดินทางครั้งนี้กระทันหันมาก รีบกลับด้วย

เดินทางก็แสนจะทรหด ต้องขาดเรียนถึง 3 วิชา

กลับมาถึงวันจันทร์ก็มีเรียนไม่รู้จะไปไหวรึเปล่า

แต่ดีที่ ที่ทำงานเจ้านายไม่อยู่ เอาว่ะกลับมาวันจันทร์

อาศัยมานอนที่ทำงานก้ได้ เพราะยังไงก็ไม่ได้หยุดเป็นแน่

สองวันมานี่ กรุงเทพฯหนาวอย่างแรง

แล้วที่เชียงใหม่คงสุดๆ หนาวสุดพลังแหงๆ

เรื่องเรียน ฝาก สาว 3 บอมบ์ด้วยนะ

ขอบใจล่วงหน้าเลยนะ

ถ้าหมูมีเวลาจะซื้อหนมมาฝากนะ

ถ้าซื้อไม่ทันต้องขออภัยด้วยนะ

 

คิดถึงเชียงใหม่ ที่รัก

2005/Dec/21

ณ. ห้องเรียน

ตอนเย็นเมื่อวานนั่งเรียนประเด็นสื่อสารมวลชน

ก็เช่นเดิมมีทั้งการบรรยายจากอาจารย์ผู้สอน

และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น+ข้อสักถาม

ตัวละครเด่นจากไดฯเรื่องคุณผู้ฟังที่รักเมื่อครั้ง

เขียนไว้ที่ไดฯสีแสดๆเดี๋ยวนี้มันปิดตัวไปแล้ว

อดอ่านและดึงข้อมูลใดใดอีก ชิ่งข้อมูลชิ่งเงินไป

หายไปโดยไม่มีอีเมลล์ใดใดมาแจ้งให้ทราบ

เข้าเรื่องเมื่อสามบรรทัดแรก การบรรยายในห้องดำเนินไป

ได้สักระยะอาจารย์จึงเริ่มเปิดประเด็นต่างๆมาถกกัน

คนเราคิดอย่างไร รู้อะไร ไม่รู้อะไร ก็ตอนถกกันนี้ล่ะ

หญิงสาวหน้าที่การงานทำเกี่ยวกับการดูแลออกหนังสือ

เดินหนังสือราชการภายในสถาบันแห่งหนึ่ง ดูจากหน้าที่

การงานแล้วเธอน่าจะดูมีแก่นสาร ระมัดระวังในการพูด

อ่าน เขียน พอสมควร แต่กลับแสดงความคิดเห็น

หรือตอบคำถามใดใด แบบไถลตัวเข้าตอบอย่างไม่ตั้งตัว

ตั้งใจที่จะตอบ ไม่ว่าจะชั่วโมงใด เธอก็จะคอยแทรกแซง

ระบบเหมือนรัฐบาลแทรกแซงสื่อก็ไม่ปาน ตอบคำถาม

แสดงความคิดเห็นแบบกำปั้นทุบดินบ้าง ไปได้น้ำขุ่นๆบ้าง

หรือแถวบ้านเรียก แถ - แถ แถ จนติดเป็นนิสัย

ไม่ว่าจะคำถาม คำตอบ ของเธอได้แถเป็นสบายใจ

ต่างกับอีกหนึ่งสาวท่าทางห้าวๆ มาจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งนึง

เพื่อนๆจะเห็นว่าเธอห้าว แก่น ชอบนำศัพท์แสงวัยรุ่น

มาเสนอเพื่อนๆ เท่าที่รู้เธอยังไม่ได้ทำงาน ดูเธอผิวๆเผินๆ

ก็แก่นเสี๊ยวไปวันๆ แต่เวลาจะตั้งคำถามเธอมักคิดในอีกแง่

ที่บ้างคน หรือหลายคนอาจจะไม่กล้าจะโต้แย้งอาจารย์

การตอบคำถามเธอก็เดินในลู่วิ่งอย่างสม่ำเสมอ แม้บางคร้ง

อาจมีนอกลู่ทางบ้างแต่ก็ไม่มาก

หน้าที่การงาน รูปลักษณ์ภายนอก ไม่ได้บอกถึงความรู้

ไม่ได้บอกถึงสติปัญญา หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เลย

ไม่ได้หมายความว่า ตัวเองดีดีเลิศในการตอบหรือแสดงความคิดเห็น

ได้ดีเด่นแต่อย่างใด แต่อย่างน้อยมันก็ผ่านกระบวนการทางความคิด

ก่อนที่จะเปล่งเสียง ก่อนที่จะอ้าปากพูดเจ้ยแจ้วออกไปต่อ

สาธารณะชน ไม่ได้หมายความว่าการนอกประเด็นไม่ดี

หรือทำไม่ได้ แต่การแถไม่ได้หมายถึงนอกประเด็น แต่มัน

แสดงถึงการนอกเรื่องที่ไม่เกิดsense ถ้าการแถเป็นการพูดในกลุ่ม

ในหมู่เพื่อนฝูง สนุกสนาน อันนี้คงไม่มีใครว่าอะไร

สำเนียงส่อภาษา อันนี้ยังใช้ได้เสมอ

วิชาเรียน เนื้อหา และข่าวกันก็....ยากแสน

มา กวนน้ำให้ขุ่นอีก เรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจ

ก็ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปอีก

อาจารย์ที่มาบรรยายก็ได้ให้มาสอนเทอมนี้

แบบด่วนจี๋ ได้ตั้งตัวเตรียมก็ไม่กี่วัน แผนการสอน

ก็แทบจะไม่มีเท่าไหร่ อาศัยประสบการณ์ล้วนๆมาบรรยาย

อาจมึนงงบ้างว่าวันนี้ จะไปลู่ทางใด

แล้วเธอยังกวนประชาชีให้ออกนอกลู่

ที่งงงวย กลับงวยงงมากยิ่งขึ้นไปอีก เซ็งแท้ๆเรา

++++ +++++++

ป.ล.

ประโยตเด็ด ขโมยอาจารย์มา

" ไม่รู้เพราะตลาดต้องการ หรือ ศัน-ดาณ โดยกำเนิด "

( ศัน-ดาณ เขียนแบบนี้เพราะเขียนตรงๆโดน KateKeeper

ทำการเซ็นเซอร์ ไปแล้ว 55+ )

อาจารย์แกใช้สกิดพิธีกรรายการบันเทิงที่แต่งตัวล่อตะเข้

เอิ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...............

( เอ่ๆ เสียงหัวเราหรือนามใด55+)

( คิดดูอาจารย์เป็นผู้ชายแล้วพูดประโยคนี้ แสบทรวงไหมล่ะค่ะ)

เมื่อวานพูดมาก สนุก ร่าเริงมากไป

กลับบ้านมาโดนแม่ด่าเลยเรา

เศร้าจริงๆ เลยสิ